สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ซันเดอร์แลนด์ ( 10 )

ฤดูกาล 2015-2016

ฤดูกาล 2015-2016 ซันเดอร์แลนด์จบฤดูกาลด้วยการได้อันดับที่ 17 อันเป็นอันดับสุดท้ายที่จะอยู่ในระดับพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลหน้า

 

ฤดูกาล 2016-2017

ฤดูกาล 2016-2017 ซันเดอร์แลนด์ภายใต้การควบคุมสโมสรโดย เดวิด มอยส์ กลายเป็นสโมสรแรกที่ตกชั้นในเล่นในระดับเดอะแชมเปียนชิป ด้วยการอยู่อันดับที่ 20 อันดับสุดท้ายในตารางคะแนน ทั้งที่ยังไม่สิ้นสุดฤดูกาล โดยในนัดที่ 34 แพ้ต่อเบิร์นลีย์ ที่สนามสเตเดียมออฟไลฟ์ของตนเองไป 0-1 มีเพียง 21 คะแนน เท่ากับว่าในนัดที่เหลือไม่สามารถทำคะแนนไล่ตามสโมสรอื่นได้ทันแล้ว

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ซันเดอร์แลนด์ ( 9 )

หลังจากนั้นไม่นานในวันที่ 3 ตุลาคม 2011 ซันเดอร์แลนด์ประกาศแต่งตั้ง “มาร์ติน โอนีล” เป็นผู้จัดการทีม และได้เข้าคุมทีมอย่างเป็นทางการนัดแรกในวันที่ 11 ธันวาคม 2554 โดยซันเดอร์แลนด์สามารถคว้าชัยชนะเหนือ แบล็คเบินร์โรเวอร์ ได้ด้วยสกอร์ 2-1 หลังจากนั้นภายใต้การคุมทีมของ มาร์ติน โอนีล ก็ทำให้ซันเดอร์แลนด์มีผลงานที่ดีขึ้นเป็นลำดับและสามารถเก็บแต้มได้อย่างต่อเนื่อง จนได้รับรางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนธันวาคม 2012 และเป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอลได้ในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนี้ หลังจากทำแต้มในลีกห่างจากโซนตกชั้นได้แล้ว ยังทำผลงานได้ดี ในรายการฟุตบอลถ้วยเอฟเอคัพ ซึ่งสามารถผ่านเข้ารอบได้ถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนที่จะพ่ายให้กับสโมสรเอฟเวอร์ตัน และผลงานในลีกช่วงปลายฤดูกาลเริ่มแผ่วลง ก่อนที่จะจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 13

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ทอตนัมฮอตสเปอร์ ( 11 )

เพื่อทดแทนการเสีย ดาเรน เบนท์ อดีตดาวซัลโวของสโมสรเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งนัดแรกเปิดบ้านเฉือนชนะ ลิเวอร์พูลไปได้ 2-1 และจบอันดับที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สเปอร์จบในอันดับทีได้ไปเล่นถ้วย ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นับตั้งแต่ ฤดูกาล 1961-62

ฤดูกาล 2010-11 สเปอร์ได้ซื้อ ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท กองกลางจากเรอัลมาดริด และ ซานดรู ราเนียเร มิดฟิลด์แนวรุกชาวบราซิล มาเสริมทัพ โดยคราวนี้สเปอร์ได้ไปเล่น ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ซึ่งในรอบเพลย์ออฟชนะ บีเอสซี ยอง บอยส์ ไป 6-3 (รวม 2 นัด) และทะลุเขาไปในรอบแบ่งกลุ่มโดยได้อยู่สายเดียวกับ อินเตอร์ มิลาน, ทเวนเต และ แวร์เดอร์ เบรเมน ซึ่งสเปอร์และอินเตอร์มิลาน ได้เป็นแชมป์และรองแชมป์กลุ่มตามลำดับ และต่อมาในรอบ 16 ทีม ได้ชนะ เอซี มิลาน ไป 1-0, รอบ 8 ทีมสุดท้ายแพ้ เรอัล มาดริด ไป 4-1 จึงตกรอบไป และต่อมาใน พรีเมียร์ลีก นัดแรกสเปอร์ได้เสมอแมนเชสเตอร์ซิตี ไป 0-0 และนัดถัดมาบุกไปเฉือนชนะสโตกซิตี ได้ 2-1 โดยดาวซัลโวของสโมสรในฤดูกาลนี้คือ ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท ที่ทำประตูได้ 15 ประตู และนำทีมจบในอับดับที่ 5 ไปเล่น ยูโรปาลีก

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ทอตนัมฮอตสเปอร์ ( 10 )

ต่อมา ฤดูกาล 2008-09 เมื่อสโมสรได้ซื้อ กองหน้า ตัวเก่งชาว อังกฤษ อย่าง เจอร์เมน เดโฟ จากพอร์ทสมัท และ ร็อบบี คีน จากลิเวอร์พูลมาเสริมความแกร่งของแนวรุกมากขึ้น ซึ่งนัดแรกสเปอร์บุกไปแพ้ มิดเดิลสโบรไป 2-1 และ 7 นัดต่อมา ก็มาชนะครั้งแรกได้ในบ้านของตน ด้วยการอัดโบลตันไป 2-0 และต่อมาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 2008 สเปอร์ได้ปลด ฆวนเต รามอส ออกจากผู้จัดการทีม และ แต่งตัง แฮร์รี เรดแนปป์ เป็นผู้จัดการทืมไปจนจบฤดูกาล ซึ่งเรดแนปป์นำทีมสเปอร์ไปสู่รอบรองชิงชนะเลิศ ฟุตบอลลีกคัพ กับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ แต่ก็ต้องพ่ายจุดโทษไป 4-1 (หลังเสมอ 0-0) และจบอันดับ 8 เมื่อขึ้นฤดูกาลใหม่ 2009-10 เรดแนปป์ได้เสริมนักเตะใหม่โดยการถึง ปีเตอร์ เคราช์ จากพอร์ทสมัท กับ ไคล์ วอล์กเกอร์ จากเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด มาเสริมความแกร่งและการรุกของสโมสรให้คมมากขึ้น

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ แมนเชสเตอร์ซิตี ( 11 )

อริร่วมเมือง

ทีมร่วมเมือง ยูไนเต็ดออฟแมนเชสเตอร์

มีทีมคู่แข่งร่วมเมือง คือ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แต่มีที่มาในการเป็นคู่แข่ง แตกต่างกับสโมสรฟุตบอลร่วมเมืองทีมอื่น ๆ เช่น เมืองกลาสโกว์ (เรนเจอส์กับเซลติก) ที่มีความแตกต่างในด้านการเมืองและศาสนา

ส่วนในกรณีของแมนเชสเตอร์ซิตีและแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดนั้น มีเหตุมาจาก ในสมัยก่อน เกิดความยากลำบากในการเดินทางไปมาหาสู่กัน แม้ทุกวันนี้ จะเดินทางได้ด้วยความสะดวกสบายแล้ว แต่ก็สายเกินไป ที่จะกลับมาญาติดีต่อกันได้

อีกประการหนึ่ง คือ แฟนบอลชาวอังกฤษของซิตี ส่วนมากอยู่ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ส่วนแฟนของยูไนเต็ดมีไม่น้อยที่อยู่เมืองอื่นด้วย

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ แมนเชสเตอร์ซิตี ( 10 )

แต่ในฤดูกาลถัดมา แมนเชสเตอร์ซิตีกลับไม่ประสบความสำเร็จ โดยไม่ได้แชมป์อะไรเลย อีกทั้งเมื่อเข้าชิงเอฟเอคัพกับ วีแกนแอธเลติก ซึ่งเป็นทีมขนาดเล็กกว่าที่เพิ่งเคยเข้าชิงแชมป์ถ้วยใบนี้เป็นครั้งแรก ก็กลับเป็นฝ่ายแพ้ไป 0-1 ทำให้หลังจากนั้นไม่นาน ผู้บริหารทีมตัดสินใจปลด โรแบร์โต มันชีนี ผู้จัดการชาวอิตาเลียนออกจากตำแหน่ง

 

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ คาร์ดิฟฟ์ซิตี ( 8 )

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่​ 1​ สนามนิเนียน​ พาร์ก ถูกใช้เป็นลานฝึกทหาร​และผู้เล่นของสโมสรถูกเรียกไปเป็นทหารและต้องสู้รบในสงครามหลายราย เช่น​ เฟรด​ คีเนอร์​ ผู้เล่นตำแหน่งกองหลังของทีม ที่ถูกเรียกไปประจำการและต้องสู้รบกับฝ่ายจักรวรรดิเยอรมัน​ในยุทธการที่แม่น้ำซอม​ ซึ่งจัดว่าเป็นสมรภูมิรบที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์​ ที่มีทหารเสียชีวิตกว่า​ 1​ ล้านนาย​ โดยเฟรด​ คีเนอร์​ ได้รับบาดเจ็บหนักแต่ก็รอดชีวิตมาได้​ นอกจากนี้จอห์น​ สตีเฟนสัน​ ผู้รักษาประตูตัวสำรอง​ และ​ ทอม​ วิตตส์ ผู้เล่นดาวรุ่งของทีม​ ก็ถูกเรียกไปเป็นทหารด้วยเช่นกัน​ โดยทอม​ วิตตส์ เป็นผู้เล่นของสโมสรที่เสียชีวิตจากพิษบาดแผลที่ได้รับจากรบที่ลิมง-ฟงแต็น​ จังหวัดนอร์ ประเทศฝรั่งเศส

 

หลังสงครามโลกครั้งที่​ 1​ จบลง​ ฟุตบอลในประเทศอังกฤษกลับมาแข่งขันต่อหลังจากหยุดแข่งไปนานถึง​ 4​ ฤดูกาล​ โดยคาร์ดิฟฟ์​ ซิตี กลับมาลงแข่งขันในฤดูกาล​ 1919–20 ในเซาเทิร์นฟุตบอลลีก​ ดิวิชัน​ 1​ และจบฤดูกาลด้วยอันดับ 4

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ คาร์ดิฟฟ์ซิตี ( 7 )

ในการบูรณะพื้นที่เดิมที่ค่อนข้างเสื่อมโทรมและการก่อสร้างสนามแห่งใหม่นี้ขึ้น พันโท ลอร์ด นิเนียน คริชตัน-สจ๊วร์ต ได้นำทรัพย์สินของตัวเองเป็นประกันกับธนาคารให้กับสโมสร เมื่อสนามก่อสร้างเสร็จสโมสรจึงได้ตั้งชื่อสนามเพื่อเป็นเกียรติและเป็นที่ระลึกถึงการช่วยเหลือในครั้งนี้ของเขาว่า นิเนียน พาร์ก และสโมสรได้ใช้สนามแห่งนี้เป็นสนามเหย้าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1910 (ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง พันโท ลอร์ด นิเนียน คริชตัน-สจ๊วร์ต ได้ถูกพลซุ่มยิงของจักรวรรดิเยอรมันลอบยิงที่ศีรษะจนเสียชีวิตในยุทธการลูส์ ที่ฝรั่งเศส ทางสโมสรจึงได้สร้างอนุสาวรีย์ของเขาไว้ที่หน้าสนาม)

 

หลังจากย้ายมาใช้สนามนิเนียน พาร์ก สโมสรได้รับการอนุมัติให้เข้าร่วมในดิวิชัน 2 ของเซาเทิร์น ฟุตบอลลีก และแต่งตั้งผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการคนแรกคือ​ เดวี แม็คดูกอลล์​ ซึ่งเป็นผู้เล่นชาวสกอตแลนด์​ ของสโมสร​ โดยสโมสรมอบหมายให้เป็นผู้เล่น-ผู้จัดการทีม​ และจบฤดูกาลด้วยอันดับ​ 4​ ต่อมาสโมสรตัดสินใจเปลี่ยนผู้จัดการทีมโดยแต่งตั้งเฟรเดริก​ สจ๊วต​ ซึ่งเคยคุมทีมสต๊อกพอร์ต​ เคาน์ตี​เข้ามาทำหน้าที่แทนเดวี แม็คดูกอลล์​ โดยเฟรเดริก​ สจ๊วต​ เข้ามายกระดับสโมสรให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น​ เช่น​ มีการเซ็นสัญญากับผู้เล่นที่เคยเล่นในระดับฟุตบอลลีกหลายรายเข้ามาร่วมทีม​ และสามารถสร้างผลงานคว้าแชมป์​ เวลส์คัพ ได้เป็นครั้งแรก​ในฤดูกาล​ 1911–12​ ก่อนที่จะคว้าแชมป์เซาเทิร์นฟุตบอลลีก​ ดิวิชัน​ 2​ ได้ในฤดูกาล 1912–13 ทำให้ได้เลื่อนขึ้นไปแข่งในเซาเทิร์นฟุตบอลลีก​ ดิวิชัน​ 1 และจบฤดูกาลใน 4 อันดับแรกของลีก 2 ฤดูกาลติดต่อกัน ก่อนที่การแข่งขันฟุตบอลลีกต่างๆจะหยุดลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ระหว่างปี ค.ศ.1915–19

แชมป์โลกเยาวชนชาวไทย พนมรุ้งเล็ก ไก่ย่างห้าดาวยิม ( 2 )

หลังจากชกชนะครั้งแรก ก็ได้ชิงแชมป์สภามวยแห่งเอเชีย (ABC) ในอีกสองเดือนต่อมา โดยชนะน็อค เด่นบูรพา อ.เอกรินทร์ นักมวยไทยด้วยกันเอง ในยกที่ 6 ทีโรงแรมอคาเดีย ฮิลตัน จังหวัดภูเก็ต

 

ต่อจากนั้นพนมรุ้งเล็กชกป้องกนัตำแหน่งแชมป์ ABC ไปเรื่อยๆ และเคยชิงแชมป์โลกเยาวชนของสภามาวยโลก และเคยชิงแชมป์อินเตอร์เนชั่นแนลมาครั้งหนึ่งหลังจากที่ชิงแชมป์ไม่สำเร็จเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

 

พนมรุ้งเล็กชกทำอันดับเรื่อยๆ จนได้โอกาสชิงแชมป์โลกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2556 ที่ประเทศญี่ปุ่น กับโกกิ คาเมดะ แชมป์โลกรุ่นแบนตั้มเวท สมาคมมวยโลก (WBA) ชาวญี่ปุ่น       ในฐานะที่พนมรุ้งเล็กเป็นรองแชมป์โลกอันดับที่ 11 และเป็นแชมป์อินเตอร์เนชั่นแนลเข็มขัดเงิน สภามวยโลก (WBC) ในรุ่นฟลายเวท โดยที่การชกครั้งนี้ไม่มีการถ่ายทอดกลับมายังประเทศไทย

แชมป์โลกเยาวชนชาวไทย พนมรุ้งเล็ก ไก่ย่างห้าดาวยิม ( 1 )

พนมรุ้งเล็ก ไก่ย่างห้าดาวยิม มีชื่อจริงว่า บุญสม เอี่ยมสิริ (ชื่อเล่น: เน๊าะ) เกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2527 ที่อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์

ประวัติ

พนมรุ้งเล็ก เคยชกมวยไทยสลับกับมวยสากลอาชีพ จนได้รับฉายาว่า “ยอดมวยสองแบบ” เป็นนักมวยค่าตัวเงินแสน ได้ค่าตัวสูงสุดถึง 2.5 แสนบาท และเป็นพี่ชายของเพชรพนมรุ้ง ส.ธรรมรังสี นักมวยไทยชื่อดังอีกคนหนึ่ง

 

พนมรุ้งเล็กชกมวยสากลครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2547 โดยชกชนะคะแนน ร็อกกี้ ฟูเอนเตส นักมวยชาวฟิลิปปินส์ในการชกกำหนด 6 ยก ที่อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมรายการเดียวกับ ฟ้าเพชรน้อย ส.จิตรพัฒนา ชกป้องกันแชมป์โลกเยาวชนกับ อลองก์ ดีนอย นักมวยชาวฟิลิปปินส์